Minus's Draem

posted on 04 Mar 2013 17:33 by loss-l3oss

Title :: Minus’s Draem

______________________________________________

แสงแดดจางดวงอาทิตย์ที่สาดส่องผ่านหมู่เมฆลงมาตามพื้นด้านล่าง สายลมที่หอบพัดเอาความชื้นจากละอองน้ำในอากาศให้ความรู้สึกที่สบายจนชวนให้อยากหลับใหลลงสู่ห้วงนิทรา  ดังเช่นเด็กหนุ่มผมสีเขียวใบไม้ที่ท้าวคางหลับคาโต๊ะทั้งๆที่ในมือนั้นก็ยังจรดปากกาคาไว้ในช่องเซ็นอนุมัติรับรองแผนงานบ้างอย่าง ท่ามกลางกองเอกสารที่กระจัดกระจายเต็มไปด้วยจนแทบที่จะไม่มีที่ว่างให้วางงานต่างๆเพิ่มได้อีกแล้ว รอยยิ้มเล็กๆปรากฏขึ้นที่มุมปากทำให้อยากรู้สะจริงว่าคนนี้กำลัง...ฝันถึงอะไรกันอยู่น้า......

 

 

.......................................ลึกลงไปในความมืด...........................................

 

 

 

......................ลึกลงไปให้ลึกยิ่งกว่านี้...............................

 

 

.................ถึงส่วนที่เรียกว่าจิตใต้สำนึก..................

 

 

................จนเห็นสิ่งที่..................

 

 

...........เรียกว่า............

 

 

....ความฝัน....

 

 

….

 

 

ฉั๊วะ!!

เสียงที่เกิดจากวัตถุโลหะสีเงินที่ฟาดฟันลงมาใส่สิ่งที่เรียกว่ามีลักษณะคล้ายกับมนุษย์ทุกประการเพียงแต่......สิ่งนี้เป็นเพียงสัตว์ประหลาดที่เคยถูกเรียกว่ามนุษย์เท่านั้นเอง การโจมตีที่แหวกผ่านอากาศจนเกิดเสียงเพียงเล็กน้อยก่อนที่คอสัตว์ประหลาดเหล่านั้นจะถูกตัดออกอย่างรวดเร็ว รูปร่างที่เห็นเป็นเพียงเงาดำแวบผ่านไปมาตามเสียงของลม จนในที่สุดร่างสูงโปร่งในชุดสีคลุมสีเทาแกมดำก็ปรากฏขึ้นมายืนเหนือกองซากของสัตว์ประหลาด ฮู้ดที่คลุมลงมาจนปิดใบหน้าไปเกือบครึ่งเลยยากที่จะสังเกตว่าบุคคลนี้มองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสายตาเช่นไร

“...ค่าลูกปืน,ค่าลูกไม้,ค่าธนูจันทร์,สายเอ็น,น้ำมนต์...บลาๆ  เฮ้อ  นายจะใช้ของให้มันน้อยกว่านี้สักนิดไม่ได้รึไงกันน้า~”น้ำเสียงเหนื่อยๆที่ดังขึ้นมาจากบนต้นไม้ตายซากจนเหลือแต่เพียงกิ่งไม้ บนนั้นมีเพียงอีกานัตย์ตาสีเพลิงที่จ้องมองมาทางร่างโปร่งสูงอย่างไม่สามารถที่จะคาดเดาความคิดออก ก่อนที่มันจะบินขึ้นสู่ฟ้าแล้วกลายร่างเป็นเด็กสาวร่างเล็กผมสั้นหยักโศกประบ่าสีน้ำตาลในชุดเสื้อโค้ทสีดำยาวแค่เข่า พลางสอดส่ายสายตามองบริเวณรอบนิ่งๆในขณะที่เดินมายืนข้างร่างโปร่ง

“ขอบใจนะที่ช่วยจัดการเจ้าพวกนี้ให้ เกือบแย่ไปเหมือนกันนะเนี่ยะ”

“ข้อมูลที่ข้าขอล่ะ”

“ฉันได้ยินมาว่าหัวหน้าหมู่บ้าน ดลอเวียร์มีของที่นายต้องการ....แล้วนายไม่คิดจะเปลี่ยนใจเรื่องนั้นหน่อยเหรอ”

เด็กสาวหยิบเอาแผนหนังที่เกือบจะเป็นของโบราณขึ้นมาคลี่กางออกอย่างช้า แล้วชี้ไปยังจุดภาพที่เป็นรูปบ้านให้คนข้างตัวดู พลางเว้นคำพูดของตนไปนิดนึงก่อนจะเอยต่อพร้อมเงยหน้าขึ้นไปมองใบหน้าที่ถูกซ่อนอย่างลังเล วัตถุสีเงินที่ถูกยกขึ้นมาจ่อเข้าที่ศรีษะพอดีกับช่วงเวลาที่เด็กสาวเงยหน้าขึ้นมาพอดีทำให้นัตย์ตาสีน้ำตาลอ่อนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นิ้วที่เกี่ยวรั้งสวิตซ์กลไกขอเพียงมันถูกสะกิดขึ้นมาเบาๆก็คิดออกได้ไม่ยากว่าบนศรีษะของเธอคงจะมีรูประดับไว้อย่างสวยงามเป็นแน่แท้

“ระ...เราน่าจะรีบไปยังหมู่บ้านดลอเวียร์ดีกว่ามั้ย”

“....แกร็ก(ปลดล็อคกลไกอาวุธ)...”

“ทะ...ที่นั้นมีสาวสวยแล้วหนุ่มน้อยหน้าหวาน แล้วก็แม่มดขาวที่น่าร้าก~มากๆ แล้วข้าก็รู้เส้นทางลัดที่จะทำให้ถึงในคืนนี้นะขอรับ!!”

มือถือที่ข้างที่ถือข้างที่ถืออาวุธร้ายนั้นถูกลดระดับลงก่อนจะเก็บเข้าไปในที่เดิมของมัน เสื้อคลุมที่ใส่มาตลอดจนถึงตอนนี้ได้ถูกถอดออกเก็บใส่กระเป๋าสะพาย เผยให้เห็นรูปร่างกับใบหน้าที่แท้อันงดงามดั่งรูปปูนปั้นแกะสลักของนักรบกรีก  นัตย์ตาสีน้ำเงินเข้มที่จ้องมองมายังเด็กสาวด้วยสายตาที่เย็นชาเพียงครู่เดียว เมื่อเส้นผมสีนิลดั่งขนของอีกานั้นแปลเปลี่ยนเป็นสีเขียวใบไม้แววตาสดใสก็ปรากฏออกมาราวกับจะสะกดให้ผู้คนหลงใหล

“ไปกันเถอะลอซ สาวงามเอ๋ย หนุ่มหน้าหวานจ๋า รอตัวข้า ฮันเตอร์ไมนัส หน่อยนะจ๊ะ~!”

นัตย์ตาสีน้ำตาลที่ผลุบลงไปมองที่พื้นพร้อมกับงึมงำคำพูดก้นด่าชายหนุ่มข้างตัวที่จู่ๆก็เปลี่ยนมาเป็นอารมณ์ดีปุบปับ ก่อนจะรีบกลับคืนสู่ร่างเดิมเพื่อนำไปสู่เส้นทางลัดที่ว่าเพื่อไม่ให้คนที่ทำหน้าระรื่นอย่างร่าเริงนั้นเกิดนึกครึ้มคิดอะไรบ้าๆ เช่น อยากกินกาปิ้งขึ้นมาแบบนี้ตัวเธอคงจะได้ตายอย่างง่ายดายเหมือนสัตว์ประหลาดเหล่านั้นแน่ๆ ในระหว่างเดินทางคนหนึ่งก็คิดถึงสวนสวรรค์ของตนและอีกคนที่มักจะเหลือบมองอย่างระแวงชีวิตของตนที่มีอยู่ครึ่งต่อครึ่ง

 

ดลอเวียร์ หมู่บ้านที่สร้างขึ้นมายังใจกลางปล่องภูเขาที่สงบไปนานนับพันปี สถานที่ลึกลับที่มีเพียงผู้ที่รู้เส้นทางเท่านั้นจึงเข้ามาที่นี้ได้อย่างปลอดภัยเนื่องจากสภาพโดยรอบหุบเขานั้นเต็มไปด้วยสัตว์ปีศาจ พืชกินคนหรือไม่ก็มีพิษร้ายแรง แมลงป่า ทำให้ผู้ที่มาเยือนมักจะเป็นเหล่าฮันเตอร์ไม่ก็...แม่มด

“ฮะฮ่าๆๆๆๆๆ แหม~ที่นี้เนี่ยะดีจังเลยน้า”เสียงหัวเราะที่ดังขึ้นมาราวกับตะโกนของชายหนุ่มนั่งโอบไหล่สาวสวยอันดับต้นของร้านถึงสองคนบนโซฟาสีแดงเพลิง โดยมีสิ่งแปลกปลอมอย่างอีกาเกาะขอบหน้าต่างจ้องมองมาอย่างไม่วางตาสลับกับดวงจันทร์ที่เปล่งแสงสีขาวนวลอย่างสบายตา

“ว้าย~!นายท่านอย่าจับตรงนั้นสิค่า”

“....กา....”

“แหม...นายท่านเนี่ยะคอแข็งจังเลยนะค่ะ นี่ค่ะอีกแก้ว”

“....กา...ก่า....ก้า....กา...”

“ขอโทษทีนะสาวๆ...ขอพี่ให้อาหารสัตว์เลี้ยงแปบหนึ่งนะ”

เฮือก!

สายตาที่หันมามองดุจดั่งคมมีดของชายหนุ่มที่ยังคมตีสีหน้าร่าเริงไว้อย่างเนียนๆจ้องมองมายังไปยังขอบหน้าต่างที่ตนเองอุปมาเอาเองว่าเป็น ‘สัตว์เลี้ยง’ ให้มันได้ตกใจเล่นจนรีบหันซ้ายขวาเพื่อหาทางหนีอย่างร้อนลน ทั้งๆที่ถ้าลองคิดอย่างมีสติแล้วละก็การบินหนีไปเป็นเรื่องง่ายที่สุดแล้ว

“ค่า...”

ประตูไม้ที่ถูกปิดลงพร้อมกับร่างของสาวสวยทั้งสองทำให้บรรยากาศนั้นตกลงสู่ความเงียบในพริบตา จะมีก็แต่สายตาที่จ้องมองมาอย่างคาดคั้นและหงุดหงิด ริมฝีปากที่เผยอขึ้นมาเพียงนิดหนึ่งราวกับว่าจะเอื่อนเอยอะไรออกมา แต่ก็ต้องหยุดลงเมื่อมีลูกหินไฟขนาดใหญ่ลอยหวืดมาจากทางด้านหลังของลอซ

“ลอซ!!หลบออกมาจากตรงนั้นเร็วเข้า!!”

“!?!”

 

เพลิงเปลวไฟที่ลุกโหมแรงยิ่งขึ้นเมื่อสัมผัสกับพื้นและผนังที่เป็นไม้  ซึ่งที่จริงสาเหตุหลักที่เป็นต้นเพลิงของไฟไม่ใช่ของพวกนี้แต่เป็น....เครื่องดื่มที่ใครบ้างคนนั้นสั่งมาอย่างวิสกี้ วอสก้า ประเภทแอลกฮอลล์ชนิดช่วยให้ไฟติดได้ง่ายและรุกล่ามเร็วต่างหาก!!

“โอ๊ะ!ทำไงดีล่ะไฟมันลามปิดทางเข้าออกไปหมดเลยอ่ะ”น้ำเสียงที่ให้ความรู้สึกว่าทุกอย่างตรงหน้านั้นเป็นเรื่องปกติ ในขณะที่มือข้างหนึ่งก็กำคอของอีกาไว้อย่างแน่นจนมันกระพือปีกพรึบพลับเพื่อบอกคนที่กำคอมันอยู่ว่า ‘จะขาดอากาศตายอยู่แล้ว!’ แต่เจ้าตัวกับทำเป็นไม่สนใจก่อนหยิบผ้าห่มบนเตียงมาฟาดใส่เปลวไฟที่บริเวณขอบหน้าต่างให้มันมอดดับไป จากนั้นก็...

เพล้ง!

ร่างสูงโปร่งที่ลอยอยู่กลางอากาศบริเวณชั้นสามของโรงแรมนั้นตีลังกาสักสามตลบก่อนจะลงมาถึงพื้น พลางมองดูที่เช่าพักราคาถูกของตนที่ตอนนี้กลายเป็นเพียงบ้านคบเพลิงยักษ์ไปแล้ว ในระหว่างนั้นก็มองดูบ้านช่องบริเวณรอบที่ถูกไฟเผาอยู่นิ่งๆสลับกับบ่อน้ำไปมา ราวกับว่าจะวิดน้ำมาดับไฟพวกนี้ดีมั้ยหนอ ตอนนั้นเองที่เขาพึ่งจะสังเกตว่าเพื่อนในร่างสัตว์กำลังจะใกล้ตายจริงๆแล้วจึงคลายมือที่กำอยู่ในเจ้าตัวได้เป็นอิสระ ซึ่งทันทีที่เป็นอิสระก็รีบบินขึ้นฟ้าแล้วหายวับไปกับความมืดในพริบตา

“ที่นี้ก็...วิดน้ำมาดับไฟดีกว่าเหะ”

 

ร่างผู้คนที่พากันวิ่งหนีออกมานอกบ้านกันอย่างอลมาลเพราะเปลวเพลิงที่ลุกโชนขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุและต้นตอว่าปรากฏมาจากที่แห่งหนใด ก่อนที่ความวุ่นวายที่มีอยู่แล้วเกิดการจราจลหนักขึ้นมาอีกเมื่อที่ใจกลางหมู่บ้านมีร่างเล็กของเด็กสาวในชุดกระโปรงยาวสีดำที่กวัดไกวไม้เวทย์ไปที่เปลวเพลิงเพื่อให้มันลุกโหมเร็วมากขึ้นอีก แค่นั้นยังไม่พอเหล่าคนที่อยู่ในสภาพบาดเจ็บจนใกล้ตายต่างมีรอยอักคระประหลาดขึ้นตามตัวในจุดที่ต่างๆกันไปซ้ำยังมีท่าทางที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

“อ้าว~ยังมีมนุษย์เหลือรอดอยผุ่อีกเหรอเนี่ยะ  คิกๆ คึหึหึ ฮะ ฮ่า..”เสียงหัวเราะที่ดังขึ้นมาจากเด็กสาวที่หันมาจ้องหน้าชาวบ้านที่เหลือด้วยนัตย์ตาสีแดงเพลิง เหล่าผู้คนที่บนร่างกายมีอักคระนั้นจู่ๆใบหน้าเหล่านั้นก็เริ่มเกร็ง หว่างคิ้วกดลึกเข้าไป ขากรรไกรล่างยืดออกเรื่อยๆ อย่างไม่น่าเป็นไปได้ เขี้ยวในปากค่อยๆยืดยาว วาวับ เส้นเลือดเอ็นที่ปูดโปนเต็มหน้า ใบปกติเหมือนครู่ได้แปรเปลี่ยนเป็นอมนุษย์ที่น่าสะพรึงกลัวในพริบตา

“สัตว์ประหลาด!”

เหล่าผู้คนในหมู่บ้าน เริ่มส่งเสียงกรีดร้องและพากันวิ่งหนีกันอย่างไม่คิดชีวิตเมื่อเหล่าคนที่เคยเป็น มิตรสหาย เพื่อนข้างบ้านหรือคนในครอบครัวของตนนั้น เริ่มออกเดินโซเซช้าๆแล้วเร็วขึ้นเรื่อยๆพร้อมส่งเสียงคำรามไล่ตามหลังมาและจัดการฉีกเนื้อหนังคนที่วิ่งหนีอย่างบ้าคลั่ง นอกจากจะต้องระวังสัตว์ประหลาดที่วิ่งตามหลังมาแล้วนั้นพวกเขายังต้องระวังลำแสงสีดำที่พุ่งตกลงมาราวกับคมดาบเสียบแทงเข้าที่ร่างกายที่อาจจะทำให้บาดเจ็บถึงตายได้เหมือนกัน

“จงกรีดร้อง ทุลนทุราย แล้วอ้อนวอนขอชีวิตข้า เพริ์ล ลานัว ฟอร์ง แม่มดดำที่น่าเกรงขามคนนี้ซะสิ ฮะฮ่าๆ ”เสียงหัวเราะที่ฟังดูโรคจิตของบุคคลที่เรียกตนเองว่าเพิร์ล ที่กวัดไกวไม้เท้าไปทางโน้นทางนี้บ้างเพื่อลำแสงทำลายร้างสีดำใส่ผู้คนอย่างสนุกสนาน

กริ๊ง~เสียงใสก้องกังวานของระฆังแก้วที่ลอยละล่องมาตามกระแสลม ทำเอาเพิร์ลที่หัวเราะอยู่นั้นหยุดชะงักความสนุกตรงหน้า พลางหันซ้ายขวาก่อนจะหยุดสายตาไปยังละอองแสงสีขาวที่มารวมตัวก่อร่างเป็นมนุษย์ เรียกรอยยิ้มเสยะของเพิร์ลที่ไขว้มีข้างหนึ่งไปข้างหลังแล้วหยิบไม้เท้าสำรองที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อออกมาช้าๆ

“แหม~ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมา จอมเวทย์ขาว เรย์ดี้”

“การกระทำของเจ้ามันน่าระอายใจยิ่งนัก”

คำพูดเพียงประโยคเดียวของผู้ที่มาใหม่ เปลวเพลิงที่ลุกโชนจนถึงเมื่อครู่นั้นค่อยๆสลบลงจนมอดดับไปอย่างช้าๆ ร่างโปร่งสูงที่วิดน้ำดับไฟที่ไหม้ที่พักตนเองอย่างเอาเป็นเอาตายจนถึงเมื่อกี้กระตามองเปลวไฟที่ดับไปเองอย่างงง ก่อนจะทิ้งถังน้ำลงกับพื้นเพื่อรีบไปหยิบอาวุธทำมาหากินของตนในฐานะ ฮันเตอร์ ไปช่วยชาวบ้านที่โดนทำร้ายอยู่เบื้องล่าง ทางด้านจอมเวทย์ปริศนากลับแม่มดน้อยที่ยืนประจันหน้ากันอยู่ที่ใจกลางหมู่บ้านอย่างไม่มีใครยอมใคร เพราะเพียงแค่ละสายตาหรือประมาทนิดเดียว อาจจะ...ตายได้อย่างง่ายดาย

“เน่~ข้าเคยสงสัยมาตั้งนานแล้วน้า”น้ำเสียงที่ลากยาวของเพิร์ลไม่ได้ทำให้บุคคลตรงหน้าละสายตาหรือสมาธิไปแต่อย่างใด มีเพียงแค่จ้องมองการกระทำของคนตรงหน้าอย่างนึกสงสัยเท่านั้น มืออีกข้างที่ไขว้ไปทางด้านหลังเริ่มโบกแกว่งไม้เท้าแล้วร่ายเวทย์ไว้ในใจ พลางส่งรอยยิ้มแย้มสดใสร่าเริงราวเด็กน้อยใสซื่อบริสุทธิ์ไปให้อีกฝ่ายพร้อมเอยคำพูดต่อไปเรื่อยๆเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเดาทางเธอออก

“....ว่าทำไมเจ้าถึงชอบเขามาแส่เรื่องสนุกของข้ากับพวกเพื่อนๆจังเลยน้า”

“นั้นก็เพราะเรื่องที่พวกเจ้าทำ ยิ่งทำให้พวกมนุษย์มองเราในแง่ร้ายและหวาดกลัวมากยิ่งขึ้นนะสิ”

“งั้นเหรอๆ นั้นสิเจ้ามันเป็นเป็นพวกนอกรีตนี้น่ะ เพราะดันไปหลงใหลในความอ่อนแอของมนุษย์ก็เลยต้อง...ฆ่าทิ้งเพื่อให้หายหงุดหงิดอย่างไงล่ะ!”

คำพูดที่เปล่งออกมาราวกับเยาะเย้ยในความคิดที่แตกต่างของเพื่อนร่วมชะตาเดียวกัน ก่อนจะละเว้นทิ้งช่วงให้อีกฝ่ายได้เอะใจอะไรเล็กน้อยแล้วค่อยเอยคำเฉลยที่มาพร้อมกับแท่งหินแหลมที่พุ่งขึ้นมาจากพื้นดินทางด้านหลัง เป้าหมายคือหัวใจที่อกซ้าย อีกเพียงไม่กี่เซนแท่งหินนั้นก็จะเสียบทะลุร่างของอีกฝ่าย หากเพียงแต่ช่วงเวลาที่กะชั้นชิดนั้นกลับมีลูกธนูเสี้ยวจันทร์พุ่งเข่ามาปักเข้าที่ไหล่ของเพิร์ลจนเธอต้องกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด แทงหินที่เกิดมาจากเวทย์เลยแตกสลายทันทีที่ผู้ร่ายเสียสมาธิ

“อ๊ากกกกกกก! ใครกัน...ใครที่บังอาจมาลอบทำร้าข้า อึก กรี๊ดดดดด!!!”

ลูกธนูที่ปักอยู่ที่ไหล่ของเพิร์ลจู่ๆก็แปรเปลี่ยนรูปร่างเป็นเถาวัลย์ไม้ที่จะเกิดในหุบเขาที่เต็มไปด้วยหมอกพิษและถูกเลี้ยงดูโดยแฟรี่ ซึ่งความพิเศษของมันก็คือ...สามารถที่จะใช้พันธนาการผู้ที่ใช้เวทย์มนตร์ได้ เสียงกรีดร้องยังคงดังขึ้นมาเรื่อยๆเมื่อเจ้าเถาวัลย์ที่ว่าเริ่มบีบรัดแนน่นเสียจนเธอแทบจหายใจไม่ออก เหล่ามนุษย์ที่ถูกร่ายอักคระไว้เพื่อที่จะให้กลายเป็นกูลนั้นหยุดชะงักการเข่นฆ่าคนในหมู่บ้านเพื่อรีบเข้ามาช่วยเหลือเจ้านายของตน

“เป็นกูลที่น่ารักจังเลยนะ แต่ถ้าไม่ระวังหลังแบบนี้งานฉันก็ง่ายสิ”

เสียงทุ้มเข้มที่เปล่งออกมาจากเงามืดของซากบ้านเรือนที่เคยถูกไฟไหม้ทำให้ เหล่ากูลหยุดชะงักและมองหาต้นตอของเสียง ก่อนที่ได้ยินเสียงที่ตัดผ่านอากาศมาจากทางด้านหลังของเหล่ากูลที่พากันถูกตัดคอไปทีละตัวสองตัว เรย์ดี้มองพวกกูลที่พากันถูกจัดการเป็นอย่างอึ้งๆ เพราะไม่ว่าจะยังไงกูลก็คือมนุษย์ที่ถูกสะกดจิตไว้เท่านั้นส่วนมากจึงไม่ค่อยมีมนุษย์คนไหนอยากที่จะจัดการเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองแบบนี้ แต่สิ่งเห็นท่ามกลางเหล่ากูลนั้นกลับเป็นชายหนุ่มผมสีเขียวใบไม้ที่สีค่อยแปรเปลี่ยนเป็นสีดำอย่างรวดเร็ว สไตล์การจู่โจมก็เปลี่ยนไปเหมือนกันจากที่ใช้ดาบก็กลายเป็นปืน แถมช่องว่างหรือจุดอ่อนแทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ

“ตัวสุดท้ายแล้วสินะ”

“ได้โปรดหยุดก่อนท่านฮันเตอร์!”เรย์ที่พุ่งเข้ามาขวางไมนัสที่กำลังจะเหนี่ยวไกปืนฆ่ากูลตัวสุดท้าย ทำเอาชายหนุ่มถึงกับอึ้งนิ่งค้างไปนิดนึงกับนัตย์ตากวางสาวที่จ้องมองมาทางเข้าอย่างกล้าๆกลัวๆเข้ารูปใบหน้าเรียวมล ผมสีน้ำตาลอ่อนที่ยาวประบ่าและรูปร่างที่บอบร่างในผ้าคลุมสีขาวยิ่งชวนให้ตัวเขาคิดว่าร่างตรงหน้านี้ยิ่งน่าหลงใหลประหลาด ฝ่ายที่ถูกจ้องมองนั้นก็กลับไม่รู้ตัวเลยสักนิด

“เขาทำไปเพราะโดนควบคุม กรุณาอย่าฆ่าเขา...”

“เจ้าชื่ออะไร ข้าไมนัส”คำถามที่ถูกถามกลับมาก่อนที่เรย์ดี้จะเอยขอร้องจบ แถมเจ้าตัวยังยอมเก็บปืนแต่โดยดีเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายอมทำตามคนตรงพูด ทำเอาเด็กสาวที่เพิ่งกลับคืนร่างมามองอย่างอึ้งๆเล็กน้อยก่อนจะตระนักถึงหน้าที่ตนที่ต้องนำเพิร์ลที่ถูกพันธนาการไปจองจำเพื่อไม่ก่อความวุ่นวายอีก และไปช่วยปฐมพยาบาลเหล่าชาวบ้านที่บาดเจ็บอีก แต่ถึงอย่างงั้นก็ยังคงเงี่ยหูฟังเสียงที่เอยตอบนามให้กับเจ้านายของตนอย่างนึกคุ้นหูว่าเคยได้ยินมาจากที่ใด

“นามของข้านั้นคือ เรย์ดี้ จอมเวทย์ขาวของราชสำนัก”

 

เปลวไฟสีดำที่ลุกโชนขึ้นมาจากหลุมยักษ์ท่ามกลางไอหมอกบริเวณส่วนลึกของป่าที่สภาพโดยรอบนั้นมีแต่ต้นไม้ตายซากและกลิ่นเหม็นสาบของซากสัตว์ที่ตายไปแล้ว พื้นดินที่แตกร้าวเพราะขาดความอุดมสมบูรณ์ สายตาที่กวาดมองพื้นดินเบื้องล่างของอีกาตัวหนึ่งที่โดนใช้ให้มาอย่างไม่เต็มใจทำสักเท่าไร ก่อนจะสังเกตเห็นบางสิ่งที่ไม่เข้าพวกกับสถานที่แห่งนี้  บ้านไม้ขนาดใหญ่สามชั้นที่มีไม้เลื้อยขึ้นมาเต็มไปหมดจนเกือบกลืนหายไปทั้งหลัง ข้างในตัวบ้านโล่งกว้างมากหากไม่ได้สังเกตถึงความสะอาดแล้วทุกคนที่มาเยือนอาจจะคิดไปได้ว่าที่แห่งนี้เป็นบ้านร้างอย่างแน่นอน เสียงกรีดร้องพร้อมเสียงทึบที่ดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยนั้นทำเอาเจ้าอีกาที่เกาะขอบหน้าต่างอยู่เกือบหลุดส่งเสียงออกมาด้วยความตกใจไม่ได้ หากแต่ต้องกลั้นเก็บมันเอาไว้ เมื่อเห็นเงาดำที่ขยับไหวของมนุษย์(?)สองคน

“ทั้งที่ข้าบอกให้รอเวลาก่อนแท้ๆ นังบ้านั้นก็ยังกล้าขัดคำสั่งข้า!”

“ที่นั้นมีทั้งฮันเตอร์ และคนทรศ  การไปชิงตัวคืนโดยไม่วางแผนจะมีแต่ตายนะ ชาแนล”

“ชิงตัวคืน? หึ! ไม่เอาน่าออลเดย์เพื่อนร่วมอุดมการณ์ของข้า”มือเรียวที่ยกขึ้นสัมผัสที่แก้มอีกฝ่ายอย่างเบาบางก่อนจะไล่ลงที่ตนคอ แล้วบีบมันจนแทบทำให้อีกฝ่ายหายใจแทบไม่ออกใบหน้าแสนสวยนั้นบิดเบี้ยวจนเริ่มน่ากลัว “คนที่ฝืนคำสั่งเราจะเก็บไว้ทำไมจริงมั้ย หืม~” มือเรียวผละออกมาจากคอขาวนั้นแล้วตรงไปยังตะไม้ที่มีผลึกคริสตัลยักษ์วางไว้อยู่แล้วเอยร่ายมนต์อะไรสักอย่าง โดยไม่สนใจแววตาอาฆาตของจากคนที่ไอโขลกอยู่ที่พื้น

“ว่าแผนของเจ้ามาสิ”

“แผนของก็ข้าก็คือ...”นัตย์ที่เปล่งประกายเป็นสีแดงฉานราวกับเลือดที่จ้องมาบานกระจกที่มีอีกาเกาะอยู่พร้อมรอยยิ้มน่ารัก แต่มันกลับเคลือบไปด้วยยาพิษและความขนลุก สะอิดสะเอียนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้เด็กสาวในร่างอีกาต้องรีบบินออกไปจากที่ตรงนั้นให้เร็วที่สุดเท่า ตามสัญชาติญาณในการเอาตัวรอดของสัตว์ที่ฝังลงมาในร่างกายตั้งแต่ที่เธอมีสภาพแบบนี้ ชาแนลหันมาพยักพเยิดคางให้คนที่เพิ่งลุกขึ้นมาราวกับออกคำสั่ง ออลเดย์ปรายตามองไปยังจุดที่ชาแนลเคยมองก่อนจะตอบกลับด้วยสายตา แล้วร่างกายเธอก็มีหมอกมาคลุมร่าง ทันทีที่หมอกจางร่างตรงนั้นก็พลันหายไปอย่างไร้ล่องลอย

 

“ปล่อยข้าออกไป!เจ้าพวกมนุษย์ฮันเตอร์ชั้นต่ำ”เสียงตะโกนที่ดังมาจากห้องขังใต้ดินพร้อมกับเสียงคล้ายกับอะไรบ้างอย่างที่ถูกทุ่มมาใส่ประตูหินอย่างไม่มีแววว่าจะหยุด ชายหนุ่มผมเขียวที่นั่งปั้นยิ้มหน้าระรื่นจ้องมองใบหน้าของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นจอมเวทย์ขาวแห่งราชสำนัก หรืออีกนัยหนึ่งก็เป็นเหล่าแม่มดพ่อมดที่ขอสวามิพักต์ต่อกษัตริย์ของมนุษย์นั้นเอง

“...ท่านไมนัส เราว่าเขาน่าจะสำนึกผิดแล้วเพราะงั้น...”ร่างบางตัวเล็กของในของเรย์ดี้นั้นยากต่อการคาดเดาว่าผู้พูดนั้นเป็นหญิงหรือชาย สำหรับสายตาของผู้คนซึ่งนั้นเป็นความคิดเห็นของผู้คนโดยรอบแต่กับคนที่นั่งจ้องหน้าคนอื่นแล้วยิ้มระรื่นแบบไมนัสนั้นหาได้สนใจกับสิ่งเหล่านี้ไม่ ตราบใดที่คนนั้นเป็นคนที่ตรงสเป็กเรื่องยุ่มหยิ่มเล็กน้อยหาได้สำคัญ

“พึ่งจะถูกฝั่งนั้นเอาชีวิตมาทำไมเจ้าจะต้องไปห่วงใยด้วยล่ะ”ไมนัสเอียงคอถามอย่างไม่เข้าใจกับความคิดของคนตรงหน้า แต่มือกับการขยับเก้าอี้กลมมานั่งข้างอีกฝ่ายที่มีท่าทีอึกอักเนื่องจากกำลังพยายามคิดหาคำตอบอยู่นั้นเอง ท่าทางที่ไร้การป้องกันหรือไม่ระวังตัวเองของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นจอมเวทย์ขาวของราชสำนักพร้อมกับกลิ่นหอมอ่อนที่ลอยเข้ามาแตะจมูก ใบหน้าของชายหนุ่มก็ขยับเข้าไปใกล้จนแทบจะเหลือระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเพียงนิดเดียว

“ไมนัส!ข้าเจอฐานที่ตั้งพวกมันแล้ว”

เสียงตะโกนที่ดังมาแต่ใกล้ก่อนที่จะสังเกตเห็นเงาดำที่พุ่งออกมาจากตัวป่า แต่เนื่องจากความเร็วในการบินที่มีมากจนเกินไปทำให้เจ้าเงาดำนั้นพุ่งมาปักกึ่งกลางระหว่างคนสองคนพอดีแป๊ะ ซึ่งนั้นก็หมายความว่าเรื่องที่จะแอบเนียนของชายหนุ่มเมื่อกี้ต้องหยุดชะงักและขยับออกห่างตามกลไกร่างกาย เรย์ดี้รีบลุกขึ้นไปหยิบเครื่องมือปฐมพยาบาลอย่างไวเมื่อเห็นว่าเงาดำที่กลับคืนสู่ร่างคนนั้นมีเลือดกำเดาและเลือดที่ไหลออกมาจากหน้าผาก ไมนัสมองดูคนทั้งสองด้วยสายตาอิจฉา พลางเบือนหน้าหนีและไปจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆให้พร้อม ก่อนจะเหลือบหันมามองที่ทั้งสองคนสลับกับป่าเบื้องหลังอีกครั้งเมื่อรู้สึกถึงจิตอาฆาตและสายตามุ่งร้าย จนแผ่นหลังของเขานั้นรู้สึกเย็นวาบ

“เจ้ามองหาอะไรอยู่น่ะ”

คนที่ถูกเอยเรียกชื่อของตนนั้นหันกลับมาสบตาผู้เรียกเพียงเล็กน้อยก่อนนัตย์ตาสีน้ำเงินนั้นจะหลุบลงต่ำเพียงครู่หนึ่งเพื่อใช้ความคิด พลางคลี่ยิ้มร่าเริงออกส่งมาให้ราวกับว่าไม่มีอะไร ฝันร้ายที่ได้พบเจอยามที่ตื่นอยู่นั้นมันฝังลึกลงไปในจิตใจของเหล่าผู้คน ค่ำคืนที่ชุลมุนนี้ยากเกินกว่าที่ใครหลายคนจะข่มตาหลับลงไปได้โดยง่าย หากแต่สายลมที่พัดลอยคอมาอย่างอ้อยอิ่งในค่ำคืนนี้กลับเปรียบเหมือนบทเพลงขับกล่อมเด็กที่ชวนให้บรรยากาศเครียดๆทั้งหมดสลายไปเพื่อชักชวนให้เหล่าคนที่ต้องมนตร์นั้นตกลงไปสู่ห้วงนิทรา

 

ใต้ดินของหมู่บ้านดลอเวียร์มีห้องคุมขังใต้ดินซึ่งถูกสร้างไว้เพื่อจุดประสงค์พิเศษ ห้องขังนี้อยู่ห่างไกลออกไปจากตัวหมู่บ้านราวหลายสิบกิโลเมตร ร่องรอยของผนังที่เต็มไปด้วยรอยบุบ ซี่กรงก็มีรอยขีดข่วนนับไม่ถ้วน ซึ่งเกิดจาการพยายามหนีออกไปของนักโทษคนปัจจุบัน เสียงบานประตูเหล็กลั่นขึ้นมาเพียงเบาบางทำเอาร่างเล็กของเด็กสาวที่แทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงนั้นพยายามยันตัวเองร่างกายลุกขึ้นเพื่อตรงรี่ไปที่ลูกรง แต่เพราะถูกจองจำอยู่ในที่ๆมีอากาศเพียงเบาบางร่างกายจึงถูกทำให้เป็นอัมพาตไปจนไม่สามารถที่จะขยับได้ในทันที

“หากเจ้าไม่ขัดคำสั่งของนางข้าคงไม่จำเป็นที่จะต้องทำแบบนี้”

ร่างของบุคคลที่มาใหม่ทะลุผ่านลูกกรงราวกับว่าสิ่งที่ขวางกั้นนั้นเป็นเพียงธาตุอากาศ แล้วก้มลงมาลูบไล้ใบหน้าขาวซีดนั้นช้าๆ และไล้ต่ำลงมาเรื่อยๆ และหยุดมือที่บริเวณเนินอกที่ขยับขึ้นลงอย่างแผ่วเบาก่อนที่มือบางจะเกร็งจนเส้นปวดออกมาอย่างเห็นได้ชัด แล้วแทงทลุลงไปอย่างรวกเร้วเพื่อคว่านหาบางสิ่งในร่างของคนที่กระตุกจนกระอักเลือดออกมา

[เดี๋ยวมาต่อนะงับ]

edit @ 19 May 2013 19:54:49 by loss

Comment

Comment:

Tweet

Recommend